Welcome to PIPHAT Pharmacist Initiative for Patients Living with HIV/AIDS (Thailand)
Home 
   
   
 
แบบสำรวจความคิดเห็น
หัวข้อที่อยากให้บรรจุในการอบรม
มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยเอดส์ประเทสไทย
การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์
สัญญาณเตือนการเกิดเชื้อเอชวีที่ดื้อยาต้านไวรัส
New Thailand HAART Guideline
เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์กับวิชาชีพเภสัชกร
   
   
 
 
July 2014
SunMonTueWedThuFri Sat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  
 
 
ผู้เยี่ยมชมขณะนี้ 9 คน
 สมาชิกออนไลน์ 0 คน
 
   
 
:: กระดานถาม - ตอบ ปัญหาวิชาการ > ถาม - ตอบด้านวิชาการ > อาการข้างเคียงจากยา
อาการข้างเคียงจากยา
จำนวนผู้อ่าน 1578 ครั้ง
  เภสัชกรปวดใจ ขี้สงสัยค่ะ Posted: 2008-11-24 22:19:23
เจ้าของกระทู้
117.47.127.17

แก้ไข
ลบกระทู้

ผู้ป่วยชาย อายุ 37 ปี มาพบแพทย์ด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนมาประมาณ 10 วัน ยาที่ผู้ป่วยได้รับคือ d4T, 3TC, efavirenze, bactrim, fluconazole, cpm ซึ่งผู้ป่วยได้รับยาทั้งหมดนี้เป็นครั้งแรก อยากทราบว่า อาการของผู้ป่วยรายนี้น่าจะเกิดจากอาการข้างเคียงของยาตัวไหนค่ะ

ผู้ป่วยรับประทานยา d4T, 3TC ตอน 8.00, 20.00 efavirenze ตอน 18.00 เข้านอนตอน 20.00 น ตื่นมาตอนเช้ามีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนตลอดทั้งวัน อาการจะเริ่มดขึ้นตอนประมาณ 16.00 น.

 

  ภก.อรรณพ หิรัญดิษฐ์ Posted: 2008-11-24 22:49:55
ความคิดเห็นที่ 1
61.7.142.19

แก้ไข
ลบข้อความนี้
จากข้อมูลของผู้ป่วยเป็นอาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบได้ทั่วไปในยาเกือบทุกตัวที่กล่าวมา  การพิจารณาตัดสินว่ายาตัวไหนชวนสงสัยให้เกิดอาการเหล่านี้นั้นพอมีหลักพิจารณาดังนี้ ผู้ป่วยเพิ่งเิริ่มรับยาต้านไวรัสสูตร 2 ในช่วงเวา 10 วันหลังได้รับยาหากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ มากควรพิจารณา pharmacologyและ pharmacokinetic ของยาเป็นอันดับแรก จะเห็นว่า EFV มี half life ยาวที่สุด รองลงมาคือ stavudine นอกนั้น half life สั้น  พิจารณาอาการผู้ป่วย cotrimoxazole ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้  แต่อาการจะเกิดไม่นานหลังได้รับยา ซึ่งส่วนใหญ่1-2 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้นเอง แต่ผู้ป่วยรายนี้อาการยังคงมีอยู่ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า  ดังนั้นประเด็น side effect จาก cotrimoxazole จึงมีน้ำหนักน้อย  ส่วนยาตัวอื่นๆ นั้น incidence ในการเกิดอาการดังกล่าวน้อยมาก โดยเฉพาะ stavudine และ lamivudine ส่วน fluconazole รับประทานสัปดาห์ละครั้ง และ half life ไม่ยาวพอ ดังนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิด side effect ดังกล่าวเป็นเวลานาน  ดังนั้นยาตัวที่น่าสงสัยมากสุดคือ EFV เนื่องจาก half life ยาวและเ้ข้า brain มาก อาการเวียนศีรษะจะพบได้บ่อย  โดยเฉพาะหากเภสัชกรไม่ให้คำแนะนำเรื่องการงดเว้นการรับประทานที่มีปริมาณไขมันสูง เช่น นม อาหารประเภททอด ผัด ที่ใส่น้ำมันมากๆ ในมื้ออาหาร เย็นจะทำให้ยาถูกดูดซึมปริมาณมากเข้าไปใน brain สูง อาการเวียนศีรษะจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้ป่วยเวียนศีรษะมากอีกทั้งอาจมีปัญหานอนไม่หลับ  จะส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนง่ายขึ้น  ดังนั้นผู้ป่วยรายนี้จึงน่าจะเกิด side effect จากยา EFV การแก้ไขคือให้ผู้ป่วยลดอาหารไขมันสูงในมื้อเย็น รับประทานอาหารที่มีรสชาต เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ร้อย เย็น แล้วแต่ว่าผู้ป่วยรับประทานแล้วดีขึ้น และอาจพิจารณาปรับลดขนาดยาลงเหลือ EFV 500 mg/dayเมื่ออาการดีขึ้นค่อยเพิ่มยาเป็น 600 mg/day ข้อมูลเหล่าี้นี้หาอ่านได้ใน http://www.hivandhepatitis.com ครับ  ก่อนจบขอวิจารณ์การสั่งยานิดหนึ่งครับ  ถึงแม้ว่า EFVจะเป็นยาที่เกิด ADR ทาง skin ได้น้อยเมื่อเทียบกับยา nevirapine   แต่ EFV มีรายงานการเกิด skin rash โดยเฉพาะ erythematous rash หรือ maculopapular rash ได้ถึง 30%  ดังนั้นการเริ่มยาครั้งแรกโดยให้ทั้ง cotrimoxazole ร่วมกับ EFV หากผู้ป่วยเกิด rash จะไม่สามารถแยกออกได้ว่าเกิดจากยาตัวใด  ดังนั้นไม่ควรให้ยาทั้งสองพร้อมกัน  ควรให้ cotrimoxazole 1 q 12h เพื่อฝึกผู้ป่วยรับประทานยาก่อนล่วงหน้า 1-2 เดือน แล้วค่อยเริ่มยา ARV จะดีที่สุด  ยกเว้นจำเป็นต้องเริ่มยา ARV ทันที กรณีนี้ให้เริ่มยา ARV ไปก่อน 1 เดือน เมื่อไม่พบปัญหาค่อยพิจารณาให้ยา cotrimoxazole ก่อน  ไม่ต้องกังวลว่าผู้ป่วยจะเกิด PCP ครับ เพราะถ้าเกิดก็รักษา  ที่สำคัญ PCP ที่เกิดหลังจากให้ยา ARV โดยไม่ไ้ด้ให้ยาป้องกันอาจเป็นเพราะ IRIS ก็ได้ครับ  ข้อมูลสามารถหาอ่านได้จาก adherence guideline เล่มสีเขียว  ที่ สคร.  ทำแจกครับ